Search
  • colorfulenglish

‘ฝึกพูดหลายภาษา’ ดีกับสมองอย่างไร

ยากไหมที่คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วและพูดได้หลักๆ แค่ภาษาไทยภาษาเดียวจะเริ่มเรียนภาษาที่สอง และสองไม่พอ ยังที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ...มันยากไหมเอ่ย และสำคัญไปกว่านั้น มันจำเป็นด้วยเหรอนี่ ถ้าคุณหลงมาอ่านคอลัมน์ของหนูดีในวันนี้ คุณกำลังจะถูกชวนเข้าร่วมทีมเป็น Polyglot กับหนูดีแล้วละค่ะ Polyglot คืออะไร พวกเขาคือคนพิเศษในสังคม พูดได้หลายๆ ภาษาแบบที่บางคนเรียกกันว่า Multilingual มาจาก “มัลติ” ที่แปลว่า มากๆ และ “ลิงกวล”​ ที่แปลว่า ภาษา

พ่อแม่สมัยนี้อยากให้ลูกพูดได้ไม่ต่ำกว่าสามภาษา แค่ไทยกับอังกฤษเชยไปแล้ว เดี๋ยวนี้ต้องได้ภาษาจีนและพอได้สามแล้วเชื่อไหมคะมันจะไม่จบ เพราะเด็กที่พูดได้สามภาษาจะไม่กลัวภาษาใหม่ๆ พอเจอญี่ปุ่น สแปนิช ฝรั่งเศส พวกเขาจะสนุกมาก จะพยายามออกเสียงและผสมคำใหม่ๆ งานวิจัยทางด้านสมองและภาษาศาสตร์พบว่า คนเราที่พูดได้หลักๆ แค่ภาษาเดียว พอไปเรียนพูดภาษาที่สองนี่ยากมากเลย แต่ลองคุณพูดได้สองภาษาแล้วนะไปเรียนภาษาที่สามจะไม่ค่อยยากเท่าไหร่ แม้ต้องปรับตัวปรับใจอยู่บ้าง แต่...ความมหัศจรรย์จะเริ่มหลังจากภาษาที่สามเป็นต้นไปค่ะ เพราะสมองของเราจะเริ่มปรับเข้าสู่โหมด “ภาษาสากล” คือ สมองจะเริ่มสร้างความเข้าใจโครงสร้างรวมๆ ของสิ่งที่เรียกว่า “ภาษา” และมีเครื่องมือในสมองให้รับมือกับภาษาใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะเราเข้าใจ “โครงสร้างที่แตกต่าง” ของหลายภาษา บางคนเรียกสิ่งนี้ว่า Universal Language Platform คือ แพลตฟอร์มสำหรับภาษาสากล

สำหรับหนูดีแล้ว ทฤษฎีจำพวกนี้น่าสนใจเพราะหนูดีทำโรงเรียนสำหรับเด็กเล็ก ก็อยากนำมาทดลองกับเด็กๆ ที่โรงเรียนค่ะ ยิ่งพวกห้องเบบี๋หนึ่งขวบที่ยังพูดภาษาอะไรไม่ได้เลยสักนิดยกเว้นภาษามือนี่ยิ่งน่าทดลอง ทุกครั้งเด็กหนึ่งขวบไม่เคยทำให้ครูหนูดีผิดหวัง ปีนี้ เราทดลองจ่ายให้สามภาษาเลยค่ะ โดยเด็กๆ ของเรามีพ่อแม่เป็นคนไทย (เรามีเด็กต่างชาติปะปนบ้างค่ะ แต่นับเป็นต่างชาติลำบากเพราะหนึ่งขวบไหนก็คล้ายกันหมด) เด็กพูดภาษาไทยมาแต่เดิม เราเพิ่มครูภาษาอังกฤษเจ้าของภาษาตามมาตรฐาน

จากนั้นเพิ่มครูญี่ปุ่นค่ะ ชื่อคุณครูมาริเอะซังซึ่งสอนอนุบาลในญี่ปุ่นมาแล้วหกปี ครูมาริเอะนั้นไม่เพียงสอนวิชาภาษาญี่ปุ่นผ่านเพลง นิทาน โอริกามิและวัฒนธรรม เช่น จัดงานวันลูกสาว (ฮินะมัตสึริ) แต่ยังเข้าร่วมเป็นครูคู่ชั้นในห้องเนิร์สเซอรี่ด้วย พูดจาใช้ชีวิตตามธรรมชาติกับเด็กเลย ผลหรือคะ เด็กๆ เริ่มก๊อบปี้สำเนียง ท่าทางและภาษาของครูทุกชาติ และทำอย่างที่ทฤษฎีว่าไว้เป๊ะๆ คือ เขาจะสื่อสารกับครูแต่ละคนของเขาด้วย “ภาษาของครู” ไม่ใช่ภาษาที่พูดที่บ้านกับพ่อแม่ นี่คือพฤติกรรมปกติของเด็กลูกครึ่งหรือเด็กสามภาษาที่ในบ้านมีพ่อ แม่ และตาหรือยายที่พูดกันไปคนละภาษาเลย และเด็กเหล่านี้ก็จะเก็บข้อมูลหน่วยภาษานานหน่อย อาจจะพูดคำแรกได้ช้ากว่าเด็กภาษาเดียวสักหน่อย แต่ ขอโทษนะคะพอเริ่มพูดได้เท่านั้นล่ะ ปร๋อเลย

และที่เด็ดไปกว่านั้นคือ พอพูดได้ เขาจะสลับภาษาของเขาเอง เช่น พูดภาษาของยายกับยาย ภาษาของแม่กับแม่ จะไม่มีการสลับกัน สมองจะมีระบบชัดเจนเลยว่า กับคนนี้ฉันต้องพูดด้วยภาษานี้เขาถึงจะเข้าใจฉัน มันเป็นปรากฏการณ์ที่น่ารักมากๆ หนูดีก็เลยลองสร้างสถานการณ์ “บ้านเด็กลูกครึ่ง”​ ขึ้นมาในโรงเรียนและก็ได้ผลไม่ต่างกัน หากพ่อแม่ไม่ทำให้ลูกเครียด ลองให้ฝึกเล่นๆ สนุกๆ แบบเป็นธรรมชาติไปเลยค่ะ เดี๋ยวในช่วงปลายฤดูฝนนี้หนูดีจะเพิ่มคุณครูชาวจีนเพื่อเสริมภาษาจีนให้เบบี๋ด้วย เราทำแบบไม่บังคับ ปล่อยให้เด็กค่อยๆ รับภาษาไปเอง จึงไม่มีปัญหาเรื่องความเครียดค่ะ

ใครคิดจะลองใช้โมเดลนี้ อย่าทำให้เด็กเครียดว่า เขาทำไม่ได้นะคะ ประเด็นคือให้เขารับหน่วยเสียงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคลังภาษาในสมอง ได้เท่าไหน เราพอใจเท่านั้นค่ะ ไม่มีคำว่ากดดัน มีแต่คำว่าสนุกสนาน นิทาน เสียงเพลง เท่านั้นพอ มามะ มาถึงเรื่องของผู้ใหญ่อย่างเราๆ กันบ้าง พวกเราหลายๆ คนอาจจะคิดว่า ก็ใช่น่ะสิสมองเด็กน่ะสอนอะไรก็จำได้และทำได้ง่ายๆ อยู่แล้ว สอนอะไรก็ได้ทั้งนั้นแต่สมองของผู้ใหญ่คงเกินเยียวยา อย่าค่ะ อย่าเพิ่งคิดแบบนั้น เพราะจากงานวิจัยพบว่า การเรียนภาษาที่สองสามสี่ เป็นหนึ่งใน “การออกกำลังสมอง” ที่ดีที่สุด


นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยอร์ค แคนาดา พบว่า คนที่พูดได้สองภาษานั้นมีโอกาสเสี่ยงจะเป็นโรคความจำเสื่อมช้ากว่าคนที่พูดภาษาเดียวถึงตั้งห้าปี!! แต่รู้ไหมคะหากคุณอัพเกรดและเริ่มเรียนภาษาที่สามวันนี้ คุณอาจจะสมองเสื่อมช้าลง 6.4 ปี หากคุณซ่าและกล้าพอที่จะไปถึงภาษาที่สี่เป็นต้นไป โอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อมอาจช้าลงถึงเก้าปี!! คุ้มนะคะหนูดีว่า

แล้วจะเริ่มอย่างไรดี เริ่มได้ทุกอย่างเลยค่ะ จากการฟังเยอะๆ ในภาษาที่เราอยากเรียน ไปจนถึงสมัครคลาสภาษาญี่ปุ่น ไปจนถึงจ้างติวเตอร์ภาษาอิตาเลียน ฯลฯ เลือกมาสักสองสามภาษาสิคะ สำหรับหนูดีแล้ว ปีนี้ ขอตะลุยญี่ปุ่นกับอิตาเลียน เพราะทฤษฎีหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า เริ่มเรียนทีละสองภาษาใหม่พร้อมกันจะง่ายกว่าเริ่มภาษาเดียว งานนี้จะจริงหรือไม่ หนูดีขอลองเอาสมองก้อนนี้ของหนูดีได้ทดลองเลยค่ะ

* บทความเผยแพร่ในกรุงเทพธุรกิจ (กายใจ) วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม 2559 โดย วนิษา เรซ (หนูดี) นักการศึกษาที่เชี่ยวชาญทางด้านสมองและการเรียนรู้ นักคิด นักเขียน เจ้าของสโลแกน “อัจฉริยะสร้างได้” ติดต่อ facebook.com/mindbrain หรือเพจ/อัจฉริยะสร้างได้

16 views

Call Us: 081-621-1995   /  

colorfulenglish@hotmail.com   / 

48/14 Chaengwattana 14 rd. Laksi, BKK 10210 

  • w-facebook
  • Instagram
  • Twitter Clean
  • YouTube

© 2019 by ColorfulEnglish เก่งอังกฤษด้วยศิลปะ

This site was designed with the
.com
website builder. Create your website today.
Start Now